คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 อนุมัติลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 5.60 บาท และน้ำมันดีเซล B20 ลิตรละ 5.50 บาท เป็นระยะเวลาเบื้องต้น 3 เดือน โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้แถลงที่ทำเนียบรัฐบาล

ราคาหน้าปั๊มลดลงตั้งแต่ 28 ต.ค.

หลังมติ ครม. บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ผู้ดำเนินธุรกิจสถานีบริการ PTT Station และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น ได้ปรับลดราคาขายปลีกน้ำมัน E20 และ B20 ในเขตกรุงเทพฯ เหลือลิตรละ 33.50 บาท ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2569 (ราคาไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่)

ขณะที่น้ำมันชนิดอื่นยังคงราคาเดิม ได้แก่ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 42.04 บาท แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 41.67 บาท และดีเซลธรรมดาลิตรละ 43.54 บาท ส่งผลให้ราคา B20 ต่ำกว่าดีเซลธรรมดาราว 10 บาทต่อลิตร

ช่วยเกษตรกรและภาคขนส่ง

นายกรัฐมนตรีระบุว่า การลดภาษีครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบการขนส่ง และประชาชนทั่วไป เนื่องจาก E20 และ B20 มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากผลผลิตทางการเกษตร หากมีความต้องการใช้มากขึ้นก็จะช่วยหนุนราคาพืชผลของเกษตรกร

อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลต้องการให้ส่วนต่างราคาระหว่าง E20 และ B20 กับน้ำมันทั่วไปกว้างขึ้น เพื่อจูงใจให้ผู้ใช้รถและผู้ประกอบการขนส่งหันมาใช้น้ำมันสองชนิดนี้มากขึ้น นายอนุทินยังขอให้สื่อมวลชนรายงานให้ถูกต้องว่า มาตรการนี้ใช้กับ E20 และ B20 เท่านั้น ไม่ได้ลดภาษีน้ำมันทุกชนิด

ฐานะกองทุนน้ำมันยังติดลบ

ก่อนหน้านี้ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะสุทธิติดลบประมาณ 103,561 ล้านบาท ณ วันที่ 18 ตุลาคม 2569 และกระทรวงพลังงานได้หารือกับกระทรวงการคลังเรื่องการลดภาษี E20 และ B20 โดยตั้งเป้าให้ราคาถูกกว่า E10 และ B7 ประมาณลิตรละ 6 บาท เพื่อลดภาระการแทรกแซงราคาของกองทุนฯ

ขั้นต่อไป

นายเอกนัฏได้รับมอบหมายให้ดูแลการกำหนดราคาขายปลีกหลังการลดภาษี ส่วนมาตรการจะมีผลเบื้องต้น 3 เดือน หลังจากนั้นรัฐบาลจะพิจารณาว่าจะขยายเวลาหรือปรับมาตรการต่อไปหรือไม่